ประวัติความเป็นมาของเกาะสีชัง

ภาพเกาะสีชังในอดีต

เกาะสีชังเป็นเกาะขนาดเล็กที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เกาะหนึ่งของประเทศไทยเนื่องจากเคยเป็นสถานที่เสด็จประพาสและเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินของกรุงรัตนโกสินทร์ถึง ๓ พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๔ ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๖ ) เคยเป็นสถานที่ที่ทรงใช้เป็นที่บริหารพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆ ในการปกครองประเทศบ้านเมืองมาระยะหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งได้เคยเป็นที่พักอาศัยประชุมกันและ ดำเนินกิจการของหมู่อำมาตย์ข้าราชบริพาร ระดับผู้ใหญ่ชั้นพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ประสูติพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๕ และสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะแห่งนี้อีกด้วยซึ่งทำให้เกาะสีชังเป็นเพียงเกาะเดียวในประเทศไทยที่มีพระราชวังหรือเขตพระราชฐานตั้งอยู่ที่เกาะสีชังนี้

จากประวัติศาสตร์เกาะสีชังได้กล่าวไว้ว่า เป็นท้องที่อำนวยสุขภาพและบำรุงอนามัยได้เป็นอย่างดี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ หรือเกินกว่านั้นขึ้นไป เกาะสีชังเป็นถิ่นที่พักตากอากาศ เป็นดินแดนคนชาวกรุงพากันมาพักรักษาตัวเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถก็เคยเสด็จประทับที่เกาะสีชังนี้เพื่อทรงตากอากาศและเยียวยาพระโรคาพยาธิ ก็ปรากฏว่าทรงหายเป็นปกติ

เรื่องราวที่เกี่ยวกับชื่อของเกาะสีชังนั้น เป็นภาษาที่ถือเอาความหมายได้ยากยิ่ง แม้แต่ปราชญ์ทางภาษาก็เพียงแต่ตั้งข้อสันนิษฐานถึงความหมายและที่มาของคำว่า “สีชัง” ไว้ดังนี้

สีชัง เป็นภาษาของชนชาติหนึ่งที่เป็นชนเผ่าของเขมร เรียกว่า สำแล โดยอาศัยหลักชาติพันธุ์วิทยาเป็นข้อสันนิษฐานเท่านั้น และไม่ทราบความหมายที่แท้จริง

สีชัง มาจากภาษาจีน คือ ซีซัน ซึ่งหมายถึง สี่คนทำไร่ โดยมีเรื่องราวเล่าว่ามีพ่อค้าเรือสำเภาจีน ๔ นายล่องเรือค้าขายมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในธุรกิจการค้ามาตั้งรกรากและหันมาประกอบอาชีพทำไร่อยู่บนเกาะ ซึ่งต่อมาคำว่า “ซีซัน” จึงแผลงมาเป็น “สีชัง”

สีชัง มาจากคำว่า “สีห์ชงฆ์” ซึ่งหมายถึง แข้งสิงห์ เพราะเกาะนี้มีรูปร่างคล้ายแข้งสิงห์

สีชัง มีตำนานเชื่อว่า ฤๅษีองค์หนึ่งเกิดเบื่อหน่ายโลกีย์วิสัย มาพำนักบำเพ็ญพรต จนมีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือชาวบ้าน ต่อมาจึงเรียกเกาะนี้ว่า “เกาะฤษีชัง”

ประวัติเกาะสีชัง นาม “สีชัง” หน้าที่ ๑ อันนาม”สีชัง” นี้ จะมีมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัด เท่าที่พบหลักฐานจากหนังสือ กำสรวลศรีปราชญ์ ซึ่งแต่งไว้เมื่อราวปี พุทธศักราช ๒๒๓๕ เรียกเกาะสีชังว่า สระชังดังในโคลงบทที่ ๗๘ ได้พรรณนาถึง เกาะสีชังไว้ดังนี้

 

“มุ่งเห็นละล่ายน้ำ ตาตก แม่ฮา
เกาะสระชงง(สระชัง)ชลธี โอบอ้อม
มลกกเห็นไผ่รยงรก(เรืองรก) เกาะไผ่ พู้นแม่
ขยว(เขียว)สระดื้อล้ำย้อม ยอดคราม”

 

จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่านาม “สระชัง” คงจะเรียกขานกันมาก่อนปีพุทธศักราช ๒๒๓๕ เข้าใจว่า ต่อมาการออกเสียง “สระชัง” อาจเพี้ยนไปเป็น “สีชัง” ซึ่งเป็นเสียงสั้น และง่ายกว่า เช่นเดียวกับคำอื่นๆ อีกหลายคำ เช่น บางปลากง ออกเสียงเป็น บางปะกง บางเชือกหนัง ออกเสียงเป็น บางฉนังวัดเสาประโคน ออกเสียงเป็น วัดเสาวคนธ์ ทัพพระยา ออกเสียงเป็น พัทยา เป็นต้น

ได้มีการสันนิษฐานกันเป็นหลายนัยเกี่ยวกับชื่อ สีชัง บ้างก็ว่า คำว่า สีชัง เพี้ยนมาจาก สีห์ชังฆ์ ซึ่งแปลว่า แข้งสิงห์ บ้างก็ว่า สี กับ ชัง เป็นชื่อบุคคลผู้มาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่บนเกาะนี้เป็นคู่แรก อย่างไรก็ตาม คำว่า สระชัง น่าจะมีความไพเราะและมีความหมายมากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่า สระชัง หมายถึง การชะล้างเอาความเกลียดชังออกไป ( มิได้หมายถึงสระน้ำแห่งความชิงชัง )
เช่นเดียวกับคำว่า สระบาป ซึ่งเป็นชื่อเทือกเขาในจังหวัดจันทบุรี สระบาป หมายถึง การชะล้างเอาบาปทิ้งไป ( มิได้หมายถึงห้วงน้ำแห่งบาป) อนึ่ง คำว่า สระชัง อาจเพี้ยนมาจากคำว่า สทึง หรือ จทึง ที่แปลว่า แม่น้ำ หรือ ห้วงน้ำ ในภาษาเขมร คำอื่นๆ ในภาษาไทยที่เพี้ยนมาเช่นเดียวกัน เช่น สทิงพระ สทิงหม้อ คลองพระสทึง ฉะเชิงเทรา เป็นต้น คำว่า ฉะเชิงเทราเพี้ยนมาจาก สทึงเทรา ที่แปลว่า แม่น้ำลึก หรือห้วงน้ำลึก โดยนัยดังกล่าวข้างต้น คำว่า สระชัง ก็น่าจะเพี้ยนมาจาก สทึง กลายมาเป็น สเชิงสชัง สรชังจนเป็น สระชัง ในที่สุดก็อาจเป็นได้

ในสมัยโบราณ เมื่อการ เดินทางค้าขายกับต่างประเทศยังใช้การคมนาคมขนส่งทางน้ำเป็นสำคัญ ไทยเราได้มีการ ค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ในบรรดาสินค้าที่นำไปขายมีเครื่องสังคโลกรวมอยู่ด้วยในสมัยนั้นเรือสินค้าของไทยเป็นจำนวนมากได้อับปางในบริเวณอ่าวไทยด้านตะวันออก บริเวณเกาะสีชัง พัทยา และสัตหีบ ในขณะที่เรือสินค้าเดินทางออกมาจากปากอ่าวเข้าสู่ทะเลใหญ่ ไม่มีสิ่งใดเป็นที่หมายแห่งสายตา จะมีก็แต่เกาะสีชังเท่านั้นเมื่อชาวเรือแล่นเรือ มาถึงบริเวณนี้และมองเห็นเกาะสีชัง จึงเรียกบริเวณนี้ว่า สระชัง ซึ่งหมายถึงบริเวณที่เป็น ห้วงน้ำอันกว้างใหญ่ คำว่า สระชัง ได้กลายมาเป็น สีชัง ในปัจจุบัน

กิ่งอำเภอเกาะสีชัง เป็นเกาะใหญ่ตั้งอยู่กลางทะเล ตรงกันข้ามกับอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เดิมขึ้นในเขตการปกครองของอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๖ จึงได้โอนมาขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนเป็นเขตสุขาภิบาลเกาะสีชังอยู่ในการปกครองของกิ่งอำเภอเกาะสีชัง และได้ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗ และได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบลเกาะสีชังเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๒ โดยผลของพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๒ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเกาะสีชังคนแรกคือ ขุนอธิกรณ์สมรรถการ เข้ารับตำแหน่ง เมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๙

ความเชื่อที่มาของชื่อ “เกาะสีชัง”

คำว่าสีชัง มีที่มาตามข้อสันนิษฐานต่างๆดังนี้ นิทานความเชื่อ
เรื่องตาหมื่น ยาวท้าว : เดิมบนเกาะนี้มีฤๅษีตนหนึ่งจำศีลอยู่ ต่อมามีชาวกรุงชื่อ ตาหมื่นกับยายท้าว เป็นชู้กัน จึงถูกคุกราชทัณฑ์ใส่แพลอยมาจากกรุงศรีอยุธยา แพมาติดที่เกาะนี้ คนทั้งสองจึงขึ้นมาอาศัยอยู่บนเกาะ ฤๅษีซึ่งไม่ชอบทางโลกีย์จึงออกไปจากเกาะ เหตุที่ฤๅษีชังการโลกีย์นี้เอง เกาะสีชังจึงได้ชื่อว่า “ฤๅษีชัง” ภายหลังคำว่า “ฤา” หายไปเหลือแต่ “ษีชัง” ต่อมา ษ กลายเป็น ส จึงเป็นสีชัง
ตาสี กับ ยายชัง : แต่เดิมบนเกาะนี้ยังมีผัวเมียคู่หนึ่งชื่อ ตาสี กับ ยายชัง ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่บนเกาะ เกาะจึงได้ชื่อตามผัวเมียคู่นี้ คือ เกาะสีชัง แต่ต่อมาดินฟ้าไม่อำนวย ผัวเมียคู่นี้จึงย้ายไปอยู่ที่ศรีราชา

เกาะสีชังช่วงต้นรัตนโกสินทร์

เกาะสีชังในช่วงนี้มีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินเรือสินค้าชายฝั่งทะเลตะวันออก อันเชื่อมโยงการค้าสำเภาในทะเลจีนใต้กับเมืองต่างๆในภาคกลางของราชอาณาจักรสยาม โดยเป็นที่พักเรือสินค้าและเรือโดยสารทั้งหลาย ที่ผ่านมาแถบนี้ จนแม้นักเดินเรือชาวตะวันตกก็ยังรู้จักเกาะสีชังดี ในนาม เกาะดัทช์ เพราะพ่อค้าชาวดัทช์ของบริษัท ดัทช์ อีสท์ อินดีส์ ( Dutch East Indies ) นิยมใช้เกาะสีชังเป็นที่พักเรือ ในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( ร.๒ ) ในปีพ.ศ. ๒๓๖๕ นายจอห์น ครอเฟิร์ด (John Crawfurd ) ราชทูตอังกฤษ และคณะได้มาสำรวจ และบันทึกสภาพภูมิประเทศ พันธ์พืช สัตว์ ธรณีสัณฐาน ตลอดจนชุมนของเกาะสีชัง ซึ่งพบว่า ชุมชนบนเกาะสีชังเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีแหล่งน้ำจืดจำกัด ทำไร่( พริก คราม ข้าวโพด มัน มันฝรั่ง แตงกวา กล้วย ) และจับปลา สำหรับขายให้แก่เรือสินค้าที่ผ่านไปมาระหว่างกรุงเทพฯกับจันทบุรี มีวัฒนธรรมผสมผสาน ส่วนที่เกาะขาม พบหมู่บ้านชาวประมง ประมาณ ๑๐-๑๒ หลังคาเรือน มีการปลูกข้าวโพด แตงกวา เต้า และกล้วย

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระประชวร โดยได้รับคำแนะนำจากแพทย์หลวงให้ให้เสด็จมาประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชัง จนพระอาการทุเลาลง นอกจากนี้ เกาะสีชังยังเป็นที่พักฟื้นของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธอีกพระองค์

ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้าง “อาคารอาไศรยสฐาน” ขึ้น ๓ หลังพระราชทานนามว่า “เรือนวัฒนา” ตามพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี “เรือนผ่องศรี” ตามพระนามของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และ “เรือนอภิรมย์” ตามพระนามของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์

ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานมายังเกาะสีชัง ซึ่งในขณะนั้นพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวีทรงพระครรภ์ใกล้มีพระประสูติการ ดังนั้น รัชกาลที่ ๕ จึงทรงสร้างพระราชฐานขึ้น และพระราชทานนามพระราชฐานนี้ว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” ตามพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก โดยการก่อสร้างพระราชฐานนั้นมี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดช เป็นแม่กอง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพศาสตรศุภกิจ เป็นนายช่างผู้ออกแบบ โดยประกอบด้วย พระที่นั่ง ๔ องค์ ได้แก่ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และ ตำหนัก ๑๔ ตำหนัก ได้แก่ ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ ตำหนักเพ็ชรระยับ ตำหนักทับทิมสด ตำหนักมรกตสุทธิ์ ตำหนักบุษราคัม ตำหนักก่ำโกมิน ตำหนักนิลแสงสุก ตำหนักมุกดาพราย ตำหนักเพทายใส ตำหนักไพฑูรย์กลอก ตำหนักดอกตะแบกลออ ตำหนักโอปอล์จรูญ ตำหนักมูลการะเวก ตำหนักเอกฟองมุก ซึ่งพระราชทานนามให้สอดคล้องกันหมด

พ.ศ. ๒๔๓๖ เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ การก่อสร้างพระที่นั่งและตำหนักต่าง ๆ ก็ชะงักลง นอกจากนี้ พระองค์โปรดให้รื้อถอนพระที่นั่งและตำหนักบางส่วนไปสร้างไว้ที่อื่น เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งเครื่องไม้สักทอง ๓ ชั้น โปรดให้เชิญมาสร้างขึ้นใหม่ใกล้พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต เมื่อพ.ศ. ๒๔๓๓ พระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” หลังจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ พระจุฑาธุชราชฐานจึงมิได้เป็นพระราชวังในการเสด็จแปรพระราชฐานตั้งแต่นั้นมา

หลังจากนั้น พระจุฑาธุชราชฐานจึงใช้เป็นสถานที่ของหน่วยงานราชการหลายแห่ง ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์การใช้ที่ดินบางส่วนจากกรมธนารักษ์ เพื่อเป็นสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต และทำหน้าที่ดูแลรักษาพระจุฑาธุชราชฐานซึ่งเป็นโบราณสถานในเขตที่ดินดังกล่าวไปในคราวเดียวกัน

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธทรงประชวร พระอาการหนักมาก รัชกาลที่ ๕ จึงเสด็จแปรพระราชฐานนำมาประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชังและให้รับหมอหลวง หมอเชลยศักดิ์ ออกมาตรวจอาการหลายสิบคน ก็ไม่สามารถรักษาได้ ต่อมาหลวงกุมารเพ็ช สามารถรักษาพระอาการจนพระอาการค่อยคลายขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน น้ำหนักขึ้น ครึ่งปอนด์ ในขณะที่ประทับที่เกาะ สีชังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาสมุทบุรานุรักษ์ เจ้าเมืองสมุทรปราการเป็นแม่กองขุดบ่อใหญ่สำหรับกักเก็บน้ำฝนให้ราษฎรใช้สอยบ่อหนึ่ง พระราชทานนามว่า “บ่ออัษฎางค์” ทรงประทับเพื่อรักษาพระอาการพระโอรสอยู่เป็นเวลา ๒ เดือนกับ ๒ วัน จึงมีพระราชดำริจะเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครแม้หลวงเทวะวงษ์วโรประการ ได้ทูลห้ามปรามให้ประทับอยู่อีกหน่อยเพื่อให้พระโรคนั้นดีขึ้นกว่านี้ แต่พระองค์มิได้ฟังคำทัดทานเพราะทรงห่วงภารกิจ จึงเสด็จกลับไปประทับที่วังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ใกล้สระประทุม แต่ประทับอยู่เพียง ๒ คืน พระอาการก็ทรุดลง เพราะอากาศร้อนมาก ( ร้อนกว่าที่เกาะสีชัง ๑๐ องศาฟาเรนไฮ กลางคืนและกลางวันอุณหภูมิที่เกาะสีชังต่างกันเพียง ๓ องศาฟาเรนไฮ ) น้ำหนักลดลง ๔ ปอนด์ ต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับที่เกาะสีชังอีกครั้ง เมื่อประทับอยู่ที่เกาะสีชังเพียง ๕ ราตรี น้ำหนักคืนมา หนึ่งปอนด์ เมื่อพระอาการของเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธบรรเทาลง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสในที่ต่างๆ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ และตกแต่งสถานที่หลายแห่งบนเกาะเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรและผู้ที่สัญจรไปมายังเกาะนี้ และเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่เจ้าฟ้าอัษฎางค์ทรงมารักษาพระองค์จนหายที่เกาะสีชัง อันได้แก่ สะพานอัษฎางค์ ศาลศรีชโลธรเทพ อัษฎางค์ประภาคาร เสาธงอัษฎางค์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตัดถนนต่างๆ เช่น ถนนอัษฎางค์ ถนนวัฒนา ถนนเสาวภา ถนนวชิราวุธเป็นต้น รวมทั้งสร้างวะนะ คือ อุทยานขนาดใหญ่ขึ้นที่ไร่บน พระราชทานนามว่า อัษฎางคะวัน โดยให้หาต้นไม้ทนแล้งจากพระนครส่งออกไปปลูกในอัษฎางคะวันและบริเวณพระราชฐานเป็นจำนวนมาก ในการนี้โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดช เป็นแม่กองในการสร้างสถานที่ต่างๆ ทั้งยังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการเปิดฉลองสถานที่ต่างๆเป็นการรื่นเริง และพระราชทานสิ่งของ เครื่องเรือน เครื่องใช้แก่ราษฎรชาวเกาะสีชังด้วย

จุดสิ้นสุดของพระจุฑาธุชราชฐาน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเกาะสีชังในปีพ.ศ. ๒๔๓๖ แต่ประทับแรมอยู่ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้เปรียบและประกาศปิดอ่าวไทยพร้อมทั้งส่งทหารฝรั่งเศสหมวดหนึ่งขึ้นยึดเกาะสีชัง (เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒) ทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ต้องหยุดชะงักลง นับจากเหตุการณ์ดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานฤดูร้อนไปประทับที่พระจุฑาธุชราชฐานบนเกาะสีชังอีกเลยจนสิ้นรัชกาล เพียงแต่ทรงแวะเสด็จขึ้นประพาสบ้าง ในคราวที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสทางทะเล บรรดาพระที่นั่ง และ พระตำหนักต่างๆที่สร้างด้วยเครื่องไม้นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รื้อถอนและนำไปสร้างในที่อื่น แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำไปสร้างที่ใดบ้าง ส่วนพระราชฐานบนเกาะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมทหารเรือซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อสร้างนับตั้งแต่แรกเริ่มให้เป็นผู้ดูแลรักษา แต่เนื่องจากกรมทหารเรือวางกำลังได้เพียงส่วนน้อย จึงโปรดเกล้าฯให้ตำรวจภูธรซึ่งตั้งขึ้น ณ เกาะสีชังทำการรักษาแทน ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ พระบาทสมด์จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก ได้ทอดพระเนตรเห็นพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์รกร้างอยู่ จึงโปรดเกล้าฯให้รื้อมาสร้างใหม่ที่พระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ แต่นั้นมาเป็นอันเลิกพระราชวังที่เกาะสีชัง

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา :  panupong.org , wikipedia , khosichunghistory.blogspot.com