ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ บนเกาะสีชัง

ประเพณีวัฒนธรรม
ประเพณีวัฒนธรรม

นอกจากจุดเด่นเรื่องความสวยงามของทะเลแล้ว บนเกาะสีชังก็ยังมีประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามที่สานต่อจากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างช้านาน ซึ่งก็มีหลายประเพณีด้วยกันดังนี้

ประเพณีในช่วงวันสงกรานต์

นอกจากจะมีประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามในเรื่องของการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แล้วก็ยังมีประเพณี

  • พิธีก่อพระเจดีย์กรายบริเวณท่าภาณุรังษี (ท่าบน) และบริเวณสี่แยกท่าเทววงษ์ (ท่าล่าง)
  • พิธีปล่อยเรือ (ปล่อยทุกข์ ปล่อยโศก)
  • ประเพณีการละเล่นพื้นบ้านของชาวเกาะสีชัง
  • ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ
  • พิธีบวงสรวงศาลศรีชโลธรเทพ

ซึ่งแต่ละประเพณีก็ต่างมีความสำคัญ เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเกาะสีชังที่ปฎิบัติสืบต่อกันเป็นเวลามาแต่ช้านาน หรือเป็นความเชื่อที่ปฎิบัติต่อๆ กันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ สำหรับความหมายและรายละเอียดของแต่ละประเพณีต่างๆ มีดังนี้

ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ

ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ  เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวเกาะสีชัง ที่จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลานานหลายปี หรือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  สำหรับประเพณีนี้เริ่มต้นมาจากปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด ทำให้ชาวเกาะสีชังไม่นิยมสาดน้ำกันในวันสงกรานต์ จึงทำให้เกิดการละเล่นในแบบเฉพาะท้องถิ่นจนกลายมาเป็นประเพณี “อุ้มสาวลงน้ำ” หรือ “จูงมือลงทะเล”  โดยชายหนุ่ม และผู้สูงวัยจะขออนุญาตสาวที่ตนชื่นชอบอุ้มลงน้ำทะเล  ในช่วงจังหวะอุ้มก็จะมีการอวยพร  ซึ่งกันและกัน แต่นอกจากการอุ้มสาวแล้ว  ลูกหลานก็จะอุ้มผู้สูงอายุลงเล่นน้ำ  เพื่อขอพรด้วยเช่นกัน

โดยประเพณีอุ้มสาวลงน้ำแต่ละปีจะเป็นที่สนุกสนานของหนุ่มสาวชาวเกาะขามใหญ่ และเกาะสีชัง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานสงกรานต์ที่ได้มีการร่วมอุ้มสาวลงน้ำ หรือประเพณีสงกรานต์อุ้มสาวลงน้ำที่เกาะขามใหญ่ อ.เกาะสีชัง แห่งนี้ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี บริเวณเกาะขามใหญ่ ซึ่งห่างจากตัวอำเภอเกาะสีชัง 1 กม. แต่จากฝั่ง อ.ศรีราชา จะต้องนั่งเรือประมาณ 45 นาที จะถึงเกาะขามใหญ่ โดยภายในงานประเพณีสงกรานต์อุ้มสาวลงน้ำที่เกาะขามใหญ่ ได้มีการกิจกรรมมากมายตั้งแต่เช้า เช่น พิธีทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว การก่อพระเจดีย์ทราย ปีนเสาน้ำมัน การชกมวยทะเล ประกวดธิดาปลาวาฬ และการละเล่นแบบพื้นบ้าน แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ ที่ชาวเกาะสีชัง ร่วมใจจัดสืบกันมาเป็นเวลานานแล้ว

สำหรับประเพณีสงกรานต์ชาวอำเภอเกาะสีชัง จึงเหมือนเป็นวันที่พวกเขาได้หยุดพักกัน และพร้อมใจไม่ออกทะเล แต่จะพาครอบครัวมาร่วมงานที่เกาะขามใหญ่นี้เพื่อร่วมรับประทานอาหารและพบปะกัน รวมถึงประชาชน และนักท่องเที่ยวก็จะพาเดินทางจากเกาะสีชัง และมารวมตัวกันที่เกาะขามใหญ่ รวมทั้งชาวบ้านท้องถิ่น หรือลูกหลานที่ไปทำงานที่อื่นๆ ก็จะพากันกลับมายังบ้านเกิดที่เกาะสีชังในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ทำให้หนุ่มสาว และครอบครัวได้มีโอกาสได้มาพบ และเจอกันเพื่อปรับความเข้าใจ ขอขมาลาโทษในสิ่งที่ผิดข้องใจกันของทุกปี ส่วนชายหนุ่ม หรือผู้สูงวัยก็จะเลือกสาวที่ชอบแล้วขออนุญาตอุ้มลงเล่นน้ำทะเล ในระหว่างที่อุ้มลงน้ำก็จะอวยพรซึ่งกันและกัน นอกจากหนุ่มสาวแล้ว ผู้สูงอายุก็จะถูกลูกหลานอุ้ม และจูงลงเล่นน้ำเช่นกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสได้สนุกสนานร่วมกับครอบครัว และลูกหลาน และขอพรผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ของทุกปีของชาวเกาะสีชัง

ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่างให้ได้ร่วมสนุกสนาน  โดยเริ่มจากช่วงเช้าจะมีกิจกรรมคล้าย ๆ วันสงกรานต์ของหลายพื้นที่ก็คือจะมีการทำบุญตักบาตร มีพิธีสรงน้ำพระ พิธีกองข้าวบวงสรวง การก่อเจดีย์ทราย การรดน้ำ  ดำหัว และการละเล่นพื้นบ้านหลายชนิด ซึ่งประกอบด้วย  ปีนเสาน้ำมัน  แข่งเรือกระทะ การแสดงดนตรีพื้นบ้าน และดนตรีสมัยใหม่ และกิจกรรมอุ้มสาวลงน้ำ สำหรับประเพณีนี้ได้จัดติดต่อกันมากว่า 10 ปีแล้ว วัตถุประสงค์ในการจัดประเพณีนี้ นอกจากต้องการให้ประชาชนได้ร่วมสนุกสนาน ทำกิจกรรมรวมกัน เพื่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชนแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่ที่มีมานานให้ลูกหลานรุ่นหลัง ๆ  ได้เห็นคุณค่าของประเพณี และร่วมอนุรักษ์กันต่อไป ที่สำคัญนอกจากคนไทยจะให้ความสนใจประเพณีอุ้มสาวลงน้ำแล้ว ประเพณีนี้ยังเป็นเรื่องแปลก และน่าทึ่งสำหรับชาวต่างชาติกันอีกด้วย ทำให้ในทุกปีจะมีชาวต่างชาติมาร่วมกิจกรรมภายในงานเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญประเพณีอุ้มสาวลงน้ำยังโด่งดังไปทั่วโลกกันเลยทีเดียว

โดยส่วนใหญ่จะเดินทางมาพักค้างคืนที่เกาะสีชัง แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะนั่งเรือมาร่วมเล่นอุ้มสาวลงน้ำกันอย่างสนุกสนานที่เกาะขามใหญ่ รวมทั้งพากันถ่ายรูปกลับไปเพื่อให้เพื่อนฝูงที่อยู่ต่างประเทศได้ดูกัน และชักชวนกันมาในปีต่อไป

ก่อพระเจดีย์ทราย

ก่อพระเจดีย์ทราย

เป็นประเพณีที่มีมาจากพระไตรปิฏก ที่กล่าวพรรณาถึงอนิสงส์ที่พระโพธิสัตว์ก่อพระเจดีย์ทรายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ในประเทศไทยนั้นประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายถือว่าเป็นประเพณีหนึ่งที่มีมาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตรง โดยคนไทยผูกโยงประเพณีนี้เข้ากับคติความเชื่อเรื่องเวรกรรมในพระพุทธศาสนา จึงมีการก่อพระเจดีย์ทรายเพื่อถวายวัด โดยความเชื่อเพื่อนำเศษดินทรายที่ติดเท้าออกจากวัดไปคืนวัดในรูปพระเจดีย์ทรายและยังเป็นกุศโลบายของคนในอดีตให้มีการรวมตัวของคนในชุมชนเพื่อรวมตัวกันจัดประเพณีรื่นเริงเป็นการสังสรรค์สร้างความสามัคคีในชุมชนด้วยสำหรับเกาะสีชังนั้น ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ เมษายน สำหรับทรายที่เสร็จสิ้นจากพิธีจะนำไปใช้เพื่อการสาธารณประโยชน์ อาทิเช่น นำไปสร้างถนน ซ่อมสะพาน ฯลฯ

พิธีบวงศรวงศาลศรีชโลธรเทพ

พิธีบวงศรวงศาลศรีชโลธรเทพ

ศาลศรีชโลธรเทพเป็นศาลเทพารักษ์ประจำเกาะสีชังในสมัยสมเด็จประจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ  กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลขึ้นมาใหม่แทนศาลเดิมพระราชทานนามเทพารักษ์ที่ชาวเกาะสีชังนับถือกันมาแต่เดิมว่า “ศรีชโลธรเทพ” และทำพิธีแห่เจ้าขึ้นศาล เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๓๔

พิธีปล่อยเรือ

พิธีปล่อยเรือ

พิธีทำบุญฉลองพระเจดีย์ทรายบริเวณสี่แยกท่าเทียบเรือท่าเทววงษ์ (ท่าล่าง) ในช่วงเช้าซึ่งพี่น้องประชาชนชาวเกาะสีชังผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานราชการในพื้นที่ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เพื่อเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นเวลา ๐๙.๐๐ น. เป็นพิธีปล่อยเรือ (ปล่อยทุกข์ ปล่อยโศก) ซึ่งมีความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณว่าเป็นการปล่อยทุกข์ปล่อยโศกเอาสิ่งไม่ดีออกไปจากเกาะสีชัง ซึ่งชื่อเรือจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยมีพี่น้องประชาชนชาวเกาะสีชังร่วมกันแห่ลงสู่ท้องทะเลเพื่อปล่อยทุกข์ปล่อยโศกและนำพาความโชคร้ายสิ่งอปมงคลให้ลอยออกไปจากเกาะสีชัง

งานรำลึกเกาะสีชัง

งานรำลึกเกาะสีชัง

ภายในงานจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การแสดงดนตรี ณ บริเวณชายหาดริมทะเล การประกวดการแต่งกายย้อนยุคหนูน้อย 100 ปี เกาะสีชัง อายุระหว่าง 4-8 ปี (ประกวดชาย–หญิงรวมกัน) ประกวดในวันที่ 19 กันยายน การประกวดแต่งกายย้อนยุคสาวงาม 100 ปี เกาะสีชัง อายุระหว่าง 16-30 ปี การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านรำสี่ภาค เป็นต้น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระจุฑาธุราชฐานขึ้น และเพื่อเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของเกาะสีชังบนพื้นฐานการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกทางหนึ่งด้วย

พิธีปิดฮู็เจ้าพ่อเขาใหญ่

พิธีปิดฮู็เจ้าพ่อเขาใหญ่

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเดินทางค้าขายทางทะเลย่านเกาะสีชังเป็นไปอย่างคึกคัก เรือนับร้อยลำจอดอยู่ในทะเลรอบเกาะเพื่อขนส่งสินค้าเข้า-ออก นับเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าทางทะเลแห่งเดียวของประเทศไทยที่ไม่ต้องใช้ท่าเทียบเรือ ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณเกาะสีชังมีภูมิประเทศที่เหมาะสม คืออยู่ห่างจากชายฝั่งเพียง 12 กิโลเมตร กับยังอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกงที่มีชุมชนหนาแน่น นอกจากนี้เกาะสีชังและเกาะบริวารยังเป็นชัยภูมิที่เรือสามารถจอดหลบคลื่นลมได้เป็นอย่างดีประกอบกับร่องน้ำในทะเลบริเวณนี้ลึกมากพอที่เรือสินค้าขนาดใหญ่จะสามารถจอดเทียบได้โดยไม่เกยตื้นหรือหินโสโครก

ในหมู่ของพ่อค้าเรือสำเภาต่างชาติที่มีพ่อค้าชาวจีนพบว่า บริเวณภูเขาหัวเกาะสีชัง ปัจจุบันเรียกว่าเขาคยาศิระ เป็นเขาหินสูงในเวลาค่ำจะปรากฏแสงสว่างสุกใสเป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงได้พากันสำรวจพื้นที่และพบถ้ำซึ่งปรากฏหินรูปของเจ้าพ่อเขาใหญ่ในลักษณะนั่งประทับอยู่ จึงเกิดศรัทธาแรงกล้า และได้สักการะบนบานขอให้เจริญรุ่งเรืองทางการค้า เมื่อประสบผลสำเร็จ จึงได้ก่อสร้างเป็นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ขึ้น โดยมีหลักฐานว่ามีศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2435

จากนั้นเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ได้กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้คนที่เคารพเลื่อมใสต่างพากันมาสักการะเป็นจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเชื้อสายจีน ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวันและจีน จนกระทั่งคนเกาะสีชังร่วมกับศิษยานุศิษย์จัดงานเทศกาลไหว้เจ้าพ่อเขาใหญ่ขึ้น โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สักการะในเทศกาลสำคัญคือ

1. ประเพณีรับส้มและปิดฮู้เจ้าพ่อเขาใหญ่ ประมาณก่อนเทศกาลตรุษจีน 2 สัปดาห์ หรือตามฤกษ์ที่เซียนซือกำหนด

2. ประเพณีไหว้ตรุษจีนตรงกับวันตรุษจีนของทุกปี

ทางขึ้นไปยังศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ จะต้องเดินขึ้นบันไดมังกรทองอีกประมาณ 200 เมตร ระหว่างทางจะมีรูปปั้นองค์เทพโป๊ยเซียน วิหารพระสังกัจจายน์ องค์พุทธเจ้าหลวง ร.๕ องค์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์เจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ศาลเจ้าอู๋ไต้กง ศาลองค์เทพเจ้าเห้งเจีย ศาลแป๊ะม้า – แป๊ะกง ศาลเจ้าพ่อขุมทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย