พระจุฑาธุชราชฐาน (พระราชวัง)

รายละเอียดสถานที่

พระจุฑาธุชราชฐาน ถือเป็นพระราชวังแห่งเดียวในเมืองไทยที่ตั้งอยู่บนเกาะ โดยอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะสีชัง ตรงบริเวณแหลมวัง ระยะทางจากท่าเรือมาตามถนนอัษฎางค์ถึงประตูด้านชลทัศน์สถานประมาณ 1.8 กิโลเมตร โดยด้านหน้าของพระราชฐานซึ่งเป็นด้านตะวันออกและด้านเหนือนั้นเป็นด้านที่จรดทะเล ส่วนด้านหลังจรดที่ราบสูงบนเขา

พระจุฑาธุชราชฐาน เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสภาพภูมิประเทศภูเขาหินลาดชัน ตั้งอยู่ริมทะเล ค่อนข้างแห้งแล้ง แต่การออกแบบและก่อสร้างได้แสดงถึงอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ เกิดขึ้นเป็นพระราชวัง ฤดูร้อนที่งดงามทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม ที่เป็นตึกหนึ่งถึงสองชั้นก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรือนไม้โปร่ง สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเมืองร้อน งานภูมิสถาปัตยกรรมที่ประกอบไปด้วยสวนที่ลัดเลาะไปตามเนินเขา มีการสรรหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม เข้ามาปลูกเป็นจำนวนมาก จนสร้างความร่มรื่น เขียวชอุ่มให้แก่พื้นที่ มีการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักทำให้เกิดบรรยากาศอันงดงามทั้งภาพและเสียง

พระจุฑาธุชราชฐาน มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการพัฒนาด้านคมนาคมทางทะเล เพราะเริ่มมีเรือกลไฟขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมชนกนารถมายังเกาะสีชังบ่อยครั้ง แต่มิได้ประทับแรมบนเกาะ โดยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดที่เกาะสีชัง และได้มีพระราชดำรัสสรรเสริญเกาะสีชังนี้ว่า “…เป็นที่ที่มีอากาศดี ผู้คนที่อยู่อาศัยบนเกาะนี้จึงมีอายุยืน เพราะมิใคร่มีโรคภัยเบียดเบียน….”

จนมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านยังคงเสด็จประพาสฯ เกาะสีชังพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จฯ เป็นจำนวนมาก จนเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ช่วงมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ทรงพระประชวร แพทย์หลวงประจำพระองค์ เห็นว่าควรให้เสด็จประทันอยู่ในที่ซึ่งได้อากาศชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ออกประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชัง อยู่ที่เรือนของหลวง ซึ่งการเสด็จครั้งนี้เป็นการเสด็จโดยกะทันหัน ไม่ทันได้ปลูกสร้างพลับพลาที่ประทับ

การเริ่มต้นสิ่งก่อสร้างก่อนจะเป็น “พระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการให้ก่อสร้างตึกขึ้น 3 หลังให้เป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยไปพักฟื้นรักษาตัว ที่เรียกว่า อาศัยสถาน (อาไศรยสฐาน) คือ ตึกวัฒนา ตึกผ่องศรี และตึกอภิรมย์ เมื่อ พ.ศ. 2434 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (กรมหลวง นครราชสีมา) ทรงประชวรอาการหนักมากเช่นเดียวกันทั้งสองพระองค์ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมุทรบุรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ว่าจ้างขุดบ่อขนาดใหญ่สำหรับกักเก็บน้ำฝนให้ราษฎร ใช้สอยบ่อหนึ่ง พระราชทานชื่อว่า บ่ออัษฏางค์ หลังจากที่พระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอค่อยๆ บรรเทา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินประพาสในที่ต่างๆ บนเกาะสีชัง พร้อมกับการตรวจภูมิประเทศของเกาะอย่างละเอียด และทรงพระราชดำริทำนุบำรุงเกาะนี้ให้เจริญยิ่งขึ้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถาวรวัตถุ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรบนเกาะสีชังและผู้ที่มาพักรักษาตัวที่เกาะสีชัง ตลอดจนพ่อค้าประชาชนทั่วไป โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานอัษฎางค์ ศาลศรีชโลธรเทพ อัษฎางค์ประภาคาร เสาธงอัษฎางค์ และยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรบนเกาะสีชังหลายสาย เช่น ถนนอัษฎางค์ ถนนวัฒนา ถนนวชิราวุธ ถนนจักรพงษ์ และถนนเสาวภา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนป่า (วะนะ) พระราชทานนามว่า อัษฎางค์คะวัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง กล่าวคือ ขยายรั้วค่ายหลวงออกไป สร้างสวนภายในเขตพระราชฐานตกแต่งเนินเขาวังเป็นชั้นๆ สร้างตำหนักใหญ่น้อยอีกหลายหลัง ขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้อาบกิน ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงอัญเชิญมาจากพุทธคยาในประเทศอินเดียไว้บนไหล่คยาศิระ แห่งยอดพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ย้ายวัดอัษฎางนิมิตร ไปสร้างที่เนินเขายอดพระจุลจอมเกล้าด้านทะเล เพราะเป็นที่ใกล้หมู่บ้าน สะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต

ในการเสด็จประพาสเกาะสีชังครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ตามเสด็จมาด้วย ทรงพระครรภ์ใกล้ถึงกำหนดประสูติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า เกาะสีชังเป็นเกาะที่มีอากาศดี ตั้งอยู่ชายทะเลควรตั้งพระราชฐานให้มั่นคง เพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อนต่อไปเกาะสีชังคงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศเพราะเป็นท่าเรือ มีเรือสินค้า จากต่างประเทศแวะจอดรับส่งสินค้าเป็นจำนวนมาก พระราชฐานที่เกาะนี้ย่อมจะเป็นพระราชฐานที่สำคัญแห่งหนึ่ง การประสูติพระเจ้าลูกยาเธอที่นี่ก็ไม่น่ารังเกียจอันใด

จนกระทั่ง วันที่ 5 กรกฎาคม ร.ศ. 111 ตรงกับ พ.ศ. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี ประสูติพระราชกุมาร ณ พระตำหนักมรกฎสุทธ์ ในพระราชฐานนี้ มีการสมโภช 3 วัน ตามขัตติยราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชฐานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 72 ในระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 9 ในสมเด็จ พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในระหว่างนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เร่งรีบทำการก่อสร้างสถานที่ต่างๆ ในเขตพระราชฐาน เพื่อให้ทันการสมโภชเดือนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ วันที่ 8 – 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435

ชื่อพระราชวัง “พระจุฑาธุชราชฐาน” จึงมาจาก ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 อันเป็นวาระพระราชพิธีการสมโภชเดือนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานชักธงแสดงนามพระราชฐานซึ่งพระราชทานโดยนิยมตามพระนามซึ่งจะพระราชทานแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ โดยทรงพระราชทานนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกฯ พระราชทานนามพระราชฐานว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน”

จนกระทั่งช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ไทยต้องเผชิญกับภัยของจักรวรรดินิยม ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จกลับก่อนกำหนด ในครั้งนั้นฝรั่งเศสใช้เรือปืนปิดล้อมอ่าวไทยและเกิดปะทะกันขึ้นที่ปากอ่าวไทย ทำให้เกาะสีชังเป็นที่ไม่ปลอดภัย ในการสู้รบครั้งนั้น ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้เปรียบประกาศปิดอ่าวไทย พร้อมทั้งส่งทหารฝรั่งเศสหมวดหนึ่งขึ้นยึดเกาะสีชัง จึงทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและตำหนักต่างๆ ภายในเขตพระจุฑาธุชราชฐานต้องหยุดชะงักลง

จากนั้น พระจุฑาธุชราชฐาน กลายเป็นสถานที่ราชการต่างๆ เช่น ที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะสีชัง โรงเรียนประชาบาล ที่ทำการไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข บ้านพักราชการ และเคยถูกใช้เป็นสถานีลำเลียงเสบียงของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้พระจุฑาธุชราชฐานอยู่ในสภาพทรุดโทรม และมีการสร้างอาคารซ้อนทับโบราณสถาน ในปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลฯ ในขณะนั้น จึงมีมติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาดูแลพื้นที่อันเนื่องเป็นที่ดินราชพัสดุ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา โดยร่วมกับกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะปรับปรุงพระราชฐานแห่งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ต่อมาได้ดำเนินการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547

สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าภายในเขตพระจุฑาธุชราชฐาน

สิ่งปลูกสร้างภายในเขตพระจุฑาธุชราชฐานนั้น แสดงให้เห็นถึงมรดกวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ในส่วนของอาคารที่ยังคงเหลืออยู่ 5 หลัง ประกอบด้วย เรือนไม้ริมทะเล ตึกผ่องศรี ตึกอภิรมย์ ตึกวัฒนา และพระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร มีสระ บ่อ ธาร พุ น้ำตก บันได สวน ถ้ำและทางเดิน ซึ่งมีแต่ชื่อพระราชทานที่คล้องจ้องไพเราะ

พระที่นั่ง 4 องค์

1. พระที่นั่งโกสีย์สุภัณฑ์
2. พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์
3. พระที่นั่งโชติรสประภาต์
4. พระที่นั่งเมขลามณี

ตำหนัก 14 ตำหนัก

1. ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ

2. ตำหนักเพชร์รยับ

3. ตำหนักทับทิมสด

4. ตำหนักมรกฎสุทธ์

5. ตำหนักบุศราคำ

6. ตำหนักก่ำโกมิน

7. ตำหนักนิลแสงสุก

8. ตำหนักมุกดาพราย

9. ตำหนักเพทายใส

10. ตำหนักไพฑูรย์กลอก

11. ตำหนักดอกตะแบกลออ

12. ตำหนักโอปอล์จรูญ

13. ตำหนักมูลการะเวก

14. ตำหนักเอกฟองมุก

ศาลา 1 ศาลา

  • ศาลาหมอกมุงเมือง

สระ 3 สระ

1. สระเทพนันทา

2. สระมหาโนดาดต์

3. สระประพาศชลธาร

บ่อ 13 บ่อ

1. บ่อเชิญสรวล

2. บ่อชวนดู

3. บ่อชูจิตร

4. บ่อพิศเพลิน

5. บ่อเจริญใจ

6. บ่อหทัยเย็น

7. บ่อเพ็ญสำราญ

8. บ่อศิลารอบ

9. บ่อขอบก่อ

10. บ่อล้อหอย

11. บ่อน้อยเขา

12. บ่อเสาเหมือนคู่

13. บ่อดูเหมือนต่อ

พระจุฑาธุชราชฐาน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงเป็นพระราชวังฤดูร้อนบนเกาะกลางทะเล ที่มีอายุเก่าแก่ร้อยกว่าปี อันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ที่ส่งต่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เกิดการเรียนรู้ทางด้านเศรษฐกิจการคมนาคมทางเรือของไทย การเมืองการปกครองของไทยในยุคสมัยนั้น ท่ามกลางความโดดเด่นทางด้านทางสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมที่งดงามและทรงคุณค่า อันสะท้อนถึงสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อราชวงค์และพสกนิกรของพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน และสาธารณสถานต่างๆอันเป็นการพัฒนาในทุกแง่มุมบนเกาะสีชัง ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณูปโภค ด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ชาวเกาะสีชังได้สุขสบายตราบจนทุกวันนี้

พระบรมรูปรัชกาลที่ 5

รายละเอียดสถานที่

เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ เกาะสีชัง เป็นเวลานานและบ่อยครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2431 – 2435 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสาธารณสถานจำนวนมาก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาวเกาะสีชัง และผู้มาเยือน เช่น เรือนพักฟื้นผู้ป่วย ประภาคาร สะพาน ถนน บ่อน้ำ โรงเรียน ฯลฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้าง “พระจุฑาธุชราชฐาน” เพื่อเป็นที่ประทับและทรงงานขณะเสด็จแปรพระราชฐาน ในช่วงการบูรณะพระจุฑาธุชราชฐาน ประมาณปี 2535 จึงมีการสร้างพระบรมรูปโดยกรมศิลปากร

พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 สร้างเพื่อรำลึกและเป็นเกียรติแก่พระองค์ ด้วยท่าประทับนั่งแบบผ่อนคลาย พระอิริยาบถในศาลาทรงไทยบนเนิน พระรูปหันพระพักตร์ออกทะเล อยู่ใกล้กับผาม่านนาก ด้านหลังมีบ่อน้ำที่เรียกว่าบ่อล้อหอย ท่ามกลางต้นไม้ที่ร่มรื่นบันไดขึ้นไปสักการะมีชื่อเรียกตามชนิดของหินจำนวน 3 ชั้น ชั้นละ 10 ขั้นเรียงตามลำดับ ดังนี้

1. บันไดพราวตากะต่าย

2. บันไดพร่างนิลน้ำขาว

3. บันไดรวยศิลาแร่

การสักการะพระบรมรูป

ด้วยดอกกุหลาบสดสีชมพู แดงแต่ที่นิยมจะเป็นสีแดงจำนวน 1 ดอกยกเว้นการแก้บนจะตามจำนวนที่บนไว้ จุดธูป 9 ดอก ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวันปิยะมหาราชวันที่ 23 ต.ค. ของทุกปี จะมีประชาชนมากราบไหว้มากกว่าปกติ

คาถาบูชา ร.5

“พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ” หรือแบบเต็ม “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
(3 จบ)

อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ มาสีสะมานัง”

กิจกรรม

1. วันปิยะมหาราช ณ ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ พระจุฑาธุชราชฐาน เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อชาวเกาะสีชังในด้านต่างๆ

2. โครงการอบรมยุวมัคคุเทศก์ ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติเกาะสีชัง และพระจุฑาธุชราชฐาน อันเป็นการเรียนรู้ และปลูกจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน

3. กิจกรรมวันวิสาขะบุณมีกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาเพื่อเป็นการฟื้นฟูกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 ประทับอยู่ ณ พระจุฑาธุชราชฐาน โดยมีการประดิษฐ์โคมวิสาขะรูปต่างๆ เพื่อประกวด อันเป็นการร่วมเผยแพร่และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย

4. วันคล้ายวันสถาปนาพระจุฑาธุชราชฐานเกาะสีชัง ในวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างพระจุฑาธุชราชฐานและสาธารณสถานต่างๆ ขึ้น

5. งานรำลึก 100 ปี ชาวเกาะสีชัง ภายในพระจุฑาธุรราชฐาน

สำหรับเพื่อการพาณิชย์

  • เว็ดดิ้งหรือถ่ายแฟชั่น 1,000 บาท/วัน
  • MV , ภาพยนตร์ และโฆษณา 10,000 บาท/วัน

ข้อควรระวัง

1. ห้ามนำสุรา ของมึนเมาเข้ามาดื่มภายในพระจุฑาธุชฐาน

2. ห้ามเข้ามาขายของภายในพระจุฑาธุชราชฐาน

3. ห้ามตกปลา ปลาหมึก ภายในพระจุฑาธุชราชฐาน

4. โปรดแต่งกายสุภาพในการเข้าชม

5. ห้ามใส่ชุดว่ายน้ำลงเล่นน้ำทะเล และนอนอาบแดด

อื่นๆ

ค่าเข้าชม : ฟรี

การเดินทาง

เส้นทาง จากท่าเรือเทววงษ์มุ่งหน้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยวซ้ายแยกทิวไผ่ ตรงมาตามทางระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ถึงพระจุฑาธุชราชฐาน 1.8 กิโลเมตร และพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ภายในพระจุฑาธุชราชฐาน

พิกัดสถานที่

ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี


เวลาทำการ: จันทร์ - อาทิตย์ 09:00 - 17:00 น.
Tel: 038 216 416 , 038 216 412 (FAX)
Facebook: www.facebook.com/phrachudadhuj
Website: www.phrachudadhuj.com